Insurance Guide 5 min read

ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร? ต้องจ่ายเท่าไหร่เมื่อเคลมประกัน 2026

PrakanEV

2026-05-24

ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร? ต้องจ่ายเท่าไหร่เมื่อเคลมประกัน 2026

ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร?

เขียนโดย: ธนวัฒน์

นักคณิตศาสตร์ประกันภัย | เล่าจากประสบการณ์จริง ไม่อ้อมค้อม

ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร
หลายคนคงเคยเข้าไปอ่านกระทู้ ค่าเสียหายส่วนแรก pantip แล้วเห็นคนบ่นกันเยอะมากว่า "อ้าว! ทำไมตอนเคลมประกันต้องควักเงินจ่ายเองด้วย?" จุดนี้แหละครับที่คนส่วนใหญ่มักจะเพิ่งมารู้ตัวก็ตอนที่เกิดเหตุไปแล้ว พูดให้เข้าใจง่ายๆ เลย ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร? มันคือเงินก้อนแรกที่คุณต้องจ่ายเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วคุณดันเป็น "ฝ่ายผิด" หรือ "หาคนมารับผิดไม่ได้" ครับ ซึ่งเงื่อนไขพวกนี้มันมีแอบเขียนไว้ในกรมธรรม์ทั้งหมดแต่อ่านยาก วันนี้ผมเลยจะมาแกะคำศัพท์ประกันแบบภาษาคน อธิบายให้เข้าใจกันตรงไปตรงมาว่า รถ EV ของเราควรซื้อประกันแบบไหน ต้องจ่ายตอนไหน และติดค่าส่วนแรกไว้มันคุ้มจริงหรือเปล่า มาดูกันครับ

ค่า Excess กับ Deductible ต่างกันยังไง

เวลาพูดถึงค่าเสียหายส่วนแรก มันจะแบ่งออกเป็น 2 คำศัพท์หลักๆ ที่คนมักจะจำสลับกันครับ มาทำความเข้าใจกันแบบชัวร์ๆ ดีกว่า:

  • excess คืออะไร: ตัวนี้คือ "ค่าเสียหายส่วนแรกภาคบังคับ" (ตามกฎหมายของ คปภ.) ปกติจะอยู่ที่ 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ จะโดนเก็บก็ต่อเมื่อคุณเอารถไปเคลมแต่ "บอกไม่ได้ว่าชนกับอะไร หรือโดนชนเมื่อไหร่" เช่น จอดห้างแล้วโดนเข็นชน หินดีดใส่กระจก หรือมีรอยขูดขีดแต่จับมือใครดมไม่ได้
  • deductible คืออะไร: ตัวนี้คือ "ค่าเสียหายส่วนแรกภาคสมัครใจ" เป็นเงินที่เราตกลงยินยอมตอนซื้อประกัน (เช่น ระบุไว้ที่ 1,000, 3,000 หรือ 5,000 บาท) เพื่อแลกกับการได้ส่วนลดค่าเบี้ยประกันรายปีให้ถูกลง

แล้ว ค่าเสียหายส่วนแรก 1000 3000 ต่างกันยังไง? คำตอบคือ ยิ่งคุณเลือกรับความเสี่ยงเองสูง (เช่น ระบุ Deductible 3,000 บาท) เบี้ยประกันรถรายปีของคุณก็จะถูกลงมากกว่าคนเลือกระบุ 1,000 บาทครับ เหมือนเราไปบอกบริษัทประกันว่า "เฮ้ย ถ้าชนเบาๆ เดี๋ยวเราช่วยจ่ายเองส่วนนึงนะ" ประกันเค้าก็เลยลดราคาเบี้ยรายปีให้เรานั่นเอง

ตารางเปรียบเทียบค่าเสียหายส่วนแรก

กรณีไหนต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก

หลายคนกังวลว่า เคลมประกันต้องจ่ายส่วนแรกเมื่อไหร่? จำหลักการง่ายๆ แค่ 3 ข้อนี้พอครับ:

  1. คุณเป็นฝ่ายถูก (มีคู่กรณีชัดเจน): ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเลยสักบาทครับ! ประกันจะไปไล่บี้เก็บเงินจากคู่กรณีเอง
  2. คุณเป็นฝ่ายผิด (ชนเขา หรือถอยชนรั้วบ้านตัวเอง): ถ้าคุณซื้อประกันแบบมี Deductible ติดไว้ (เช่น 3,000 บาท) คุณต้องควักจ่าย 3,000 บาทแรกตอนเอารถเข้าอู่ครับ ส่วนค่าซ่อมที่เหลือบริษัทประกันเคลียร์ให้หมด
  3. รถมีรอย หาคนทำไม่ได้ (ชนแล้วหนี): อันนี้จะโดนเก็บค่า Excess ภาคบังคับ 1,000 บาทต่อ 1 รอยเหตุการณ์ครับ

รถไฟฟ้ามีค่าเสียหายส่วนแรกแพงกว่าไหม

สำหรับคนที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ EV มักจะกังวลว่า รถไฟฟ้ามีค่า excess แพงกว่าปกติไหม? คำตอบคือ ค่า Excess บังคับพื้นฐาน 1,000 บาทนั้น เท่ากับรถน้ำมันปกติเลยครับ

แต่ช้าก่อน! กฎหมายใหม่ของประกันรถ EV มีจุดที่ดุกว่ารถน้ำมันคือเรื่อง "การระบุชื่อผู้ขับขี่" ถ้ารถ EV ของคุณทำประกันแบบระบุชื่อไว้ แล้วให้ใครก็ไม่รู้(ที่ไม่มีชื่อ)ไปขับแล้วดันไปชนคันอื่น คุณจะโดนค่าเสียหายส่วนแรกแบบมหาโหดทันที คือ 6,000 บาท (สำหรับซ่อมรถคุณเอง) + 2,000 บาท (สำหรับซ่อมรถคู่กรณี) รวมเป็น 8,000 บาทเลยนะครับ! ดังนั้นไม่ว่าคุณจะใช้ ประกัน MG หรือ ประกัน BYD ก็ต้องเช็คเงื่อนไขและระบุชื่อคนขับให้ดีครับ

เลือกประกันแบบมี Excess คุ้มไหม

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตคือ ประกันมี excess ถูกกว่าเท่าไหร่? (ความหมายจริงๆ คือ Deductible) โดยทั่วไปจะทำให้เบี้ยประกันลดลงไปได้ประมาณ 10-20% เลยครับ ถ้าคุณรู้ตัวว่าขับรถเก่งมาก ไม่เคยเฉี่ยวชนเลย จอดในที่ร่มปลอดภัยตลอด การติด Deductible ไว้สัก 3,000-5,000 บาท ถือว่าคุ้มมาก เพราะเซฟเงินค่าเบี้ยไปได้หลายพันบาท

แต่ถ้าถามผมในมุมมองของคนใช้รถ EV ว่า ประกัน EV ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก ดีไหม? ผมขอให้คำแนะนำแบบนี้ครับ

สำหรับคนทั่วไปที่ขับรถค่อนข้างเซฟ แบบมีค่าเสียหายส่วนแรก 3,000 บาท คือตัวเลือกที่ฮิตที่สุดและผมแนะนำที่สุดครับ เพราะช่วยลดค่าเบี้ยรายปีได้คุ้มค่ามากๆ

แต่สำหรับลูกค้าที่เป็นขับรถมือใหม่, ใช้รถบ่อยมากๆ, หรือต้องขับลุยในเขตชุมชนแออัดอย่างกรุงเทพฯ เป็นประจำ การเลือกทำ ประกันรถไฟฟ้าชั้น 1 แบบไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกเลย (Deductible 0 บาท) จะตอบโจทย์กว่าครับ เพราะช่วยซื้อความสบายใจได้เต็ม 100% ชนปุ๊บประกันจ่ายให้หมดตั้งแต่นาทีแรก ไม่ต้องมีดราม่าควักเนื้อตอนเข้าอู่ครับ

ตัวอย่างจริง ถ้า Tesla ชนต้องจ่ายเท่าไหร่

ลองมาดูตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ นะครับ สมมติว่าคุณขับรถ Tesla แล้วเผลอถอยไปชนกระถางต้นไม้หน้าบ้านตัวเองแตก (กรณีนี้คุณเป็นฝ่ายผิด 100%)

  • ศูนย์ประเมินค่าซ่อมและทำสีกันชนท้ายมาที่: 40,000 บาท
  • ในหน้ากรมธรรม์ คุณเลือกค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ไว้ที่: 5,000 บาท

สรุปบิลที่คุณต้องจ่าย: คุณต้องควักเงินตัวเองจ่ายให้ศูนย์บริการ 5,000 บาทแรก ครับ ส่วนค่าซ่อมที่เหลืออีก 35,000 บาท บริษัทประกันจะเป็นคนจัดการโอนให้ศูนย์ซ่อมเองทั้งหมด

สรุปควรเลือกแบบไหนดี

สั้นๆ เลยครับ ถ้าคุณเป็นคนทั่วไปที่ขับรถค่อนระวังอยู่แล้ว แนะนำให้เลือก แบบมีค่าเสียหายส่วนแรก 3,000 บาท ครับ เพราะฮิตที่สุดและประหยัดค่าเบี้ยได้คุ้มค่าสุดๆ แต่ถ้าคุณเป็นมือใหม่ ขับรถบ่อยมาก หรือต้องลุยดงรถติดในเขตแออัดแบบกรุงเทพฯ เป็นประจำ การเลือก แบบไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก (0 บาท) จะตอบโจทย์และสบายใจกับคุณมากกว่าครับ

สำหรับใครที่อยากรู้ว่าเบี้ยประกันของรถเรา แบบมีกับไม่มีค่าส่วนแรก มันถูกแพงต่างกันแค่ไหน คุ้มที่จะเสี่ยงไหม แนะนำให้ลองเข้าไป เปรียบเทียบและเช็คเบี้ยประกัน EV แบบเรียลไทม์ดูครับ จะได้เห็นตัวเลขของแต่ละบริษัทแบบชัดๆ แล้วตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเลย

บทความที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนและกระบวนการเคลมค่าเสียหายส่วนแรก ทิปส์การเลือกค่าเสียหายส่วนแรกที่เหมาะกับคุณ

สนใจทำประกัน หรือมีข้อสงสัย?

ทักมาคุยกับผู้เชี่ยวชาญของ PrakanEV ได้เลยครับ เราพร้อมดูแลและให้คำแนะนำฟรี ตลอด 24 ชม.

แชร์บทความ